วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สูตรเด็ดเพื่อหุ่นสุดเริ่ด แบบ 3 เดือนเห็นผล โดย อรนภา กฤษฎี



ให้เวลากับตัวเองในเวลา 3 เดือน ตามตารางที่ดิฉัน กำหนดให้คุณ รับรองว่าเห็นผลแน่ ในการมีรูปร่าง หน้าตาที่สวยกว่าเดิม แต่ขอย้ำนะคะว่าคุณจะต้อง ซื่อตรง ต่อตารางที่ ดิฉันกำหนดให้ ดิฉันจะกำหนด ตารางเป็น 4 อาทิตย์ต่อเดือน ทั้งหมดก็จะเป็น 12 อาทิตย์ ในแต่ละอาทิตย์จะมีกิจกรรม ให้คุณทำครบ ถ้วน กระบวนความ


เป็นการดูแลตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดูแลผิวพรรณ การออกกำลังกาย ไปจนถึงการเสริมความงามให้กับตัวเอง

ขอบอกไว้ก่อนว่า ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่คุณต้องจัดระเบียบให้กับตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ปล่อยชีวิตให้กระจัดกระจายไปตามอารมณ์ ไร้ระเบียบแบบแผน พร้อมหรือยังคะ ที่จะทำตัวให้สวยภายในเวลา 3 เดือน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มอ่านตารางที่ดิฉันจัดให้ ขอให้ละเอียดหน่อยนะคะในการอ่าน และพึงปฏิบัติด้วยล่ะ

อาทิตย์ที่ 1

1.เปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆวันละ 8-10 แก้ว


2. หันมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เป็นพวกโยเกิร์ตหรือนม ที่มีแคลลอรี่ต่ำก็ได้ มีการจำกัด หารับประทานเนื้อดิบที่มีไขมันสูง เลือกรับประทานเฉพาะปลา หรือเป็ดไก่ที่ไร้หนัง เนยก็รับประทานได้ แต่ต้อง Low-Fat นะคะ และทั้งหมด ควรรับประทานพอประมาณ


3. เริ่มที่จะขัดผิวกายของคุณก่อนการอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วย ให้มีการระบาย น้ำเหลืองให้หมุนเวียนไปตาม โครงสร้างของผิวทำให้ ทั่วร่าง เริ่มจากเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ไปจบตรงแผ่นหลัง ให้แน่ใจเสมอว่า ทั่วถึง ทั้งเรือนร่างทุกครั้งที่ทำ


4. เริ่มว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 20 นาที อย่างต่อเนื่อง

อาทิตย์ที่ 2

1. รับประทานผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานผลไม้สดวันละ 2-4 มื้อ จะรับประทานเป็นผลหรือคั้นน้ำก็ได้ จำพวกผลไม้ผลเล็กๆหรือองุ่น ให้ได้จำนวนปริมาณน้ำ 2 ช้อนโต๊ะใหญ่ต่อวัน


2. เริ่มหัดเดินให้ไกลๆบ้าง อย่าเวลาคุณไปทำงาน ถ้าระยะทาง จากบ้านไปที่ทำงานไกลเกิน ก็ให้นั่งรถครึ่งเดินครึ่ง แต่ต้องเดินใน ที่ที่สบาย เพื่อการผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็มีทางเลือกอย่างอื่น คือเดินสัก 20 นาที หลังมื้อเที่ยง ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ใน 1 อาทิตย์ และทุกครั้งควรเดิน อย่าง คล่องแคล่วกระฉับกระเฉง


3. นัดช่างผมกรรไกรทองสำหรับ การเปลี่ยนทรงผมใหม่ หรือจะเล็มผมที่ ยาวแล้วก็ได้ และตั้งใจไว้เลยว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกๆ 3 เดือน


4. เคลียร์ตู้กับข้าวของคุณซะใหม่ ให้ทิ้งสิ่งต่างๆที่เป็นส่วน ของการเพิ่ม ไขมัน ใหมีแผนการสำหรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น อย่างเช่น เนื้อ ปลาทะเลชิ้น บางๆ น้ำ หรือน้ำมันมะกอก ถ้าเป็นไปได้ ในตู้กับข้าว ตู้ใหม่ของ คุณจะต้องมีอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณ น้ำตาลต่ำ หรือไร้น้ำตาลไปเลย


อาทิตย์ที่ 3

1. เริ่มดูแลผิวพรรณ โดยการเข้าร้านเสริมสวยซะ โดยกรรมวิธีที่จะทำให้ ผิวพรรณ คุณ ดูนุ่มนวลดุจธรรมชาติ อย่างเช่นเอาพืชทะเล มาพันร่าง เพื่อ ทำให้ผอม พร้อมกับ ครีมที่มีกลิ่นหอมมานวดร่างคุณ หรือไม่ก็ขัด ผิวคุณ ด้วยพืชพรรณตามธรรมชาติ ผิวคุณก็จะดูผุดผ่องขึ้นมาทันตา


2. อาทิตย์นี้ก็อย่าลืมให้เวลากับการเดิน อาจจะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตามสวนสาธารณะ หรือออกไปนอกเมืองไกลๆ แล้วใช้การเดินระยะยาว


3. ตรวจดูการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อย่างขนมปัง ธัญพืช หรือผลไม้อย่างมะเขือเทศ คุณควรที่จะควบคุมการรับประทานอาหาร อย่างตั้งใจวันละ 6-8 มื้อ ขนมปังหั่นแผ่นบางๆสักชิ้น จะปิ้งหรือไม่ก็ได้ พวกธัญพืชสัก 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวสัก 1 ช้อนโต๊ะ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้น พาสต้า พร้อมใส่ไข่สัก 2 ฟอง กำลังดี

4. พยายามเลือก ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง หรืออาหารจำพวกเส้นที่มีคุณภาพ ควรรับ ประทานเป็น อาหารบำรุง หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกาย มีพลังงานใช้ อย่างเต็มที่

อาทิตย์ที่ 4

1. ทำการบริหารหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยใช้วิธีง่ายๆ แต่ทำเป็นประจำตลอดอาทิตย์

- เริ่มด้วยการนอนราบไปบนแผ่นยางหนาสักหน่อย เพื่อกัน กระดูก ทิ่มพื้น ชันเข่าขึ้น ให้เท้าราบไปกับพื้น มือประสาน กันไว้ที่ท้ายทอย แล้วยกส่วนก้นขึ้นเนื้อพื้นพอประมาณ พร้อมทั้งกดเกร็งหน้าท้อง แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ โดยหลังยัง ติดกับพื้นอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆวางลง แล้วหายใจเข้าเป็น การผ่อนคลาย


- ยังอยู่ในท่าเดิม แต่มือประสารกันไว้ที่ท้ายทอยเพื่อ พยุงคอ เอาไว้ ยกลำตัวขึ้น กดหน้าท้อง โดยการเกร็ง แล้วหายใจ ออกช้าๆ วางตัวนอนดังเดิม พร้อมหายใจเข้า ท่านี้เขาเรียกว่า sit up


- ในท่าเดียวกัน ยืดขาขวาให้ตรงกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายยังชัน เข่าอยู่ แล้วงอเข่าขวามาที่หน้าอก พร้อมยกลำตัวขึ้นบิด ไปทาง ขวา โดยให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา เกร็งหน้าท้องไว้ อย่าลืม หายใจ ออกด้วย ทำสัก 10-15 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลับไปทำอีกข้าง

2. ตรวจดูการดื่มแอลกอฮอล์ของคุณว่าอย่ามีมากกว่า 15 หน่วยต่ออาทิตย์ เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเรา 1 หน่วยเท่ากับไวน์ 1 แก้ว หรือเบียร์ครึ่งเหยือก แค่นี้กำลังงามค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์


3. เลิกล้มความฝันสำหรับชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ คุณจะดูวิเศษที่สุดก็ต้อง หลังสองเดือนไปแล้ว เดือนที่ 2

อาทิตย์ที่ 5

1. เริ่มดื่มน้ำที่คั้นมาจากพืชชนิดที่มีใบ อย่างเช่นน้ำยี่หร่าผสมน้ำ เพื่อทำการกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของคุณ จะดื่มหลังจากอาหารค่ำ ก็ได้ (ไม่ควรดื่มขณะตั้งครรภ์) ดื่มชาผลไม้ เพื่อทำให้การหมุนเวียน ของเลือดดีขึ้น การทำงานของไตก็จะดีขึ้นไปด้วย การดื่ม มิ้นต์ (peppermint) จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหารเช่นกัน


2. อาทิตย์นี้เดินให้มากขึ้นสัก 20-30 นาที ตลอดอาทิตย์ เพิ่มระยะทาง และความเร็วในการเดินให้มากขึ้นด้วย ก้าวแต่ละก้าวควรให้นุ่มนวล และเยือกเย็น เรียกว่า "มีสมาธิในการเดิน"


3. รับประทานผัก 3-5 มื้อต่อวัน เป็นผักรวมจานเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้ควร เป็นผักสด

วิธีทำสลัด (วิธีทำสลัดสไตล์คุณม้า)

- หอมใหญ่ 1 หัว (ขาวหรือแดงก็ได้) ผัดขม ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กำ ( ล้างและลอกเปลือกอย่างสะอาด)

- นำผักมาล้าง หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ แล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยหน่อไม้ ฝรั่งกับผักชีฝรั่ง น้ำสลัด อย่างง่ายๆ

1 ช้อนโต๊ะสำหรับน้ำผึ้ง

1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว

พริกไทยป่น นิดหน่อย

พริกหยวก บดละเอียด ผสมให้เข้ากัน แล้วราดลงบนผักสลัด ที่จัดเตรียม ไว้ รับรองอร่อยแน่


อาทิตย์ที่ 6

1. ต่อสู่เซลส์ผิวหนังด้วยการนวดตัวทุกวัน อันนี้เข้สถานบริการนวดตัว จะดีที่สุด อย่านวดด้วยตัวเองเลยค่ะ ลำบาก


2. ยังคงออกกำลังกายอยู่นะคะ และอย่าลืมยกน้ำหนักด้วยเวทข้างประมาณ 1-2 กิโล สองวันต่ออาทิตย์ บริหารหน้าท้องยังคงต้องทำอยู่สม่ำเสมอ นอนราบชันเข่า มือถือที่ยกนำหนักเอาไว้ ยกลำตัวขึ้น พร้อมกับยก น้ำหนักไว้ด้านหน้าให้สุดแขน และเมื่อเอาตัววางนอนลง ให้ค่อยๆวาง แขนลงช้าๆเหนือศรีษะ ทำสัก 8-15 ครั้ง อาทิตย์ที่ 6 แล้ว คงต้องทำให้มัน หนักหน่อย คิดว่าคุณๆก็คงจะชินแล้วในการซิทอัพ

ยืนตัวตรง ยื่นขาขวาไปข้างหน้าพร้อมงอเข่า ยกน้ำหนักขึ้นโดยการ งอข้อศอก แล้วย่อตัวลง เก็บขากลับมา ยืนไว้ในท่าแรก จากนั้นสลับมา ทำเหมือนเดิมกับขาข้างซ้ายบ้าง ท่านี้จะได้ทั้งกล้ามเนื้อขนด้านหน้า และขา ท่าลดต้นแขน ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือที่ยกน้ำหนักไว้ แล้วยก ขึ้นเหนือศรีษะ ค่อยๆวางลงไปด้านหลังศรีษะ โดยให้ข้อศอก ชิดใบหูทั้ง สองข้าง ยกขึ้น ยกลง กล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านในจะกระชับ ไม่หย่อน ยาน


3. อาจจะเต้นแอโรบิกหรืออกกำลังกายตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตามวิดีโอ การ บริหารร่างกายก็ได้นะคะ เลือกอันที่ดีๆหน่อยหรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเต้น ตาม สถานบริหารร่างกาย ดิฉันว่าจะสนุกกว่า


4. เข้าเซาน่าหรือห้องอบไอน้ำ หลังจากนั้นก็นวดตัวซะด้วยเลย คุณๆลองทำ ตาม ตารางที่ดิฉันกำหนดให้ภายใน 6 อาทิตย์ดูสิคะ ว่าร่างกายคุณเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่การทำตามตารางต้องซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การออกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ รวมไปถึงทั้งตัว ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น รับรองว่า เห็นผลแน่


อาทิตย์ที่ 7

1. ออกกำลังกายอย่างมุมานะด้วยเครื่องมือการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่สม่ำเสมอ การเดินในระยะทางไกลๆ หรือการเต้นแอโรบิก


2. จัดเตรียมนำผลไม้และน้ำผักสดไว้ดื่ม พร้อมกับการกินวิตามิน ผู้เชี่ยวชาญของโลกเขาบอกว่า การลดน้ำหนักที่ดีที่จะให้เห็นผลถึง 70 เปอร์เซนต์นั้นก็คือ การดื่มน้ำผลไม่หรือน้ำผักสด เพราะจะทำให้ย่อยง่าย และดูดซึมภายในเวลาเพียงแค่ 10-15 นาที ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ถ้าเยื่อก็ลองน้ำแอปเปิ้ล น้ำกล้วย น้ำมะละกอ และน้ำลูกพรุน หรือจะทำเป็นผลไม้รวมแบบค๊อกเทลอย่างองุ่น(เป็นลูก) มะละกอ (เป็นชิ้น ) แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ แล้วใส่น้ำส้มกับน้ำมะนาว ลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับน้ำผักสด ผสมกันระหว่าง แครอท หัวผักกาดแดง และแตงกวา หรือขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และผักโขม


3. วินาที แล้วเปลี่ยนอีกขาหนึ่ง ทำเช่นนี้สัก 10 ครั้งต่อข้าง เดินในน้ำสัก 3 นาที จากด้านหนึ่งของ ขอบสระไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเหสี่ยงแขนไปด้วยพร้อมๆกัน

อาทิตย์ที่ 8

1. ถึงเวลาของการปรับปรุงการวางท่าทาง โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านการออกกำลังกาย ในหนึ่งครั้งต่อวัน ยืนกางขาเล็กน้อย งอเข่าพอ ประมาณ แผ่นหลังตรง น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ทั้งสองข้าง หายใจออก และยืดส่วนท้องบริเวณสะดือและส่วนของกระดูกสันหลังขึ้น แขม่วส่วน กระดูกเชิงกรานเข้า แล้วเก็บก้น โดยให้รู้สึกว่า สองแก้มก้น ชิดสนิท แนบแน่น หายใจออกยาวๆ ทำเช่นนี้หลายๆครั้งเพื่อบริหาร กล้ามเนื้อ บริเวณ ท้องและก้น หายใจเข้า ออกในขณะ ที่คุณหมุนหัวไหล่เป็น รูปวงกลม และประสานมือ ยืดแขนขึ้นเหนือศรีษะ เป็นการยืดกล้าม เนื้อส่วนหลังทั้งหมด หลังจากนั้นก็ยืนตรงสบายๆ เป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ บริเวณก้นสัก 30 วินาที แล้วเริ่มทำใหม่


2. เอ๊กเซอร์ไซด์ระบบหายใจด้วยการยืนตรงหรือนั่งเอานิ้วมือทั้งสองกด เข้าหากันให้อยู่ระดับจมูก หายใจออกช้าๆ พร้อมกับกดนิ้วมือเข้าหากัน อย่างแน่น ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วหายใจออก พร้อม ผ่อนคลาย จึงกลับมาทำใหม่สัก 10 ครั้ง

อาทิตย์ที่ 9

1. การเหยียบ step up เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยถือที่ยกน้ำหนักด้วย สัก 21 ปอนด์ เริ่มต้นด้วยการก้าวยาวๆ ก้าวขาขวาขึ้นสเต็ป เหยียดแขนซ้าย ออกไปข้างหน้า แขนขวาวงไว้ขางลำตัวแล้วสลับข้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยๆช้าลง


2. ตรวจดูการรับประทานโปรตีนของคุณ ควรให้มีอาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ถั่วแห้ง ไข่ และถั่วลิสง 2-3 ชนิด ต่อวัน เนื้อหรือไก่ไร ้หนัง 2-3 ออนซ์ ปลาเนื้อขาว ไม่ทอด 4-5 ออนซ์ ไข่ 2 ฟอง สุกปานกลาง เนย 11/2 ออนซ์


3. การรักษาด้วยกระแสน้ำ ในการอาบน้ำของแต่ละวัน ให้น้ำอุ่นกรทบ ตัวโดยเร็ว แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสัก 20 วินาที กลับไปเป็นน้ำอุ่นอีกสัก 1-2 นาที จบด้วยการอาบน้ำเย็น เริ่มให้น้ำฉีดไปบนบริเวณหน้า เรื่อง ลงไป ยังบริเวณแขนและขา รวมทั้งบริเวณหน้าอกและท้อง จบด้วย ส่วนหลัง ของคุณ เพื่อเป็นการนวดตัวด้วยกระแสน้ำ แล้วเช็ดตัว ให้แห้ง ก่อนคลานขึ้นเตียง นอนพักสัก 20 นาที เป็นการพักฟื้น

อาทิตย์ที่ 10

1. ปรับปรุงการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น โดยำสม่ำเสมอทุกวัน เป็นประจำ แยกเท้าออกจากกันให้กว้างพอประมาณ โดยยืนอยู่ด้าน หลังก้าวอี้ มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้เป็นการพยุงตัว ใช้มือซ้ายแตะไว้ ตรงต้นคอ งอข้อศอกให้อยู่ระดับหลัง เอียงตัวไปทางซ้ายพร้อมงอเข่า บิดตัวลงให้ ข้อศอกแตะเข่าด้านหน้า แล้วกลับมายืนในท่าเดิม เริ่มทำใหม่ แต่ตอนนี้บิดและเอียงตัวลงให้ข้อศอกแตะเข่าขวาด้านหน้า จึงกลับไป ทำอีกข้าง ทำข้างละ 20 ครั้งเป็นการบริหารเอว


2. อาทิตย์นี้ลงมือทำเล็บมือและเล็บเท้า พร้อมทั้งแต้มสีสันลงไปบนเล็บ ซะให้สวยบาดใจไปเลย


3. ขัดตัวด้วยเกลือ โดยเอาเกลือทะเลผสมกับน้ำมันโอลีฟนวด ไปบนตัวที่ยังชื้น อยู่แล้วค่อยล้างออก

อาทิตย์ที่ 11

1. สำหรับสุขภาพผิวที่เปล่งปลั่งหลังจากที่เราได้ทะนุบำรุงดูแล มาจนถึง อาทิตย์ นี้แล้ว เรามาเริ่มแต่งหน้ากันสักหน่อย จะดีกว่า ใช้รองพื้นสี ที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับสีผิว หรือจะใช้สีแทนสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่ ชอบสีแทนก็ให้ใช้ สีขาวกว่าผิวก็ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความผุดผ่อง เป็นยองใย


2. บางครั้งอาจจะทดลองแต่งให้เข้ากับฤดูร้อน สิ่งจำเป็นที่สุด ตัวครีมรองพื้น ควรจะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ให้มากหน่อย เพื่อทำให้ผิวคุณดู สดใส ปัดแก้มเบาๆ ปัดมาสคารา ทาลิปมันและลิปสติก

3. สีอ่อนๆให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คุณก็จะดูเป็นคนสวยที่มีสุขภาพดี
ควรจะเล่นกีฬานะคะ อาจะไปเรียนตีเทนนิส หรือไปร่วมเล่นซอฟท์บอล กับเขาในสวนสาธารณะก็ได้

อาทิตย์ที่ 12

1. จัดเตรียมชุดว่ายน้ำ จะวันพีซหรือทูพีซก็ได้แล้วแต่ตามใจชอบ แต่อย่าลืมแว็กซ์ขนบริเวณขอบบิกินี่ด้วยล่ะ ตามร้านเสริมสวยเขา ก็มีบริการ


2. ปกป้องแสดงแดดด้วยครีมกันแดด ใช้ครีมที่มีสาร SPF คุณสามารถมี ผิวสีแทนได้ แต่อย่าไหม้ ที่จริงแล้วก็มีครีมหลายตัวสำหรับกันแดด คุณเลือกหาเอาเองก็แล้วกัน


3. สวยเห็นผล


แหล่งที่มา » อรนภา กฤษฎี

"นมเด้ง" เรื่องที่ควรรู้และต้องระวัง


"นมเด้ง" เรื่องที่ควรรู้และต้องระวัง



เต้า นม-สิ่งที่บ่งบอกความเป็นเพศหญิง ทุกคนย่อมอยากมีหน้าอกที่สวยได้รูป เมื่ออกย้อย คล้อย เสียรูป เสียทรงจึงเป็นปัญหาหนักอกที่สาวน้อย สาวใหญ่ หวั่นวิตก และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์นมเด้งที่มีอยู่เกลื่อนตลาด
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเลือกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดูแลหน้าอกก็มีเรื่องที่ควรรู้และต้องระมัดระวัง ภายในเต้านมประกอบด้วยส่วนของ เนื้อ เยื่อสร้างน้ำนมและเนื้อเยื่อไขมันวางอยู่บน กล้ามเนื้อทรวงอก ซึ่งจะทำหน้าที่เหนี่ยวรั้งน้ำหนักของเต้านมไว้ให้ตั้งขึ้นและเต่งตึงเสมือน หนึ่งเป็นเสื้อยกทรงธรรมชาติ แต่เมื่อสรีระของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการเพิ่มหรือลดของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว หรือหญิงในวัยใกล้หรือในวัยหมดประจำเดือน เต้านมจะหย่อนยานอย่างชัดเจน กลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของผู้หญิงหลายต่อหลายคน
สำหรับ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เต้านมหย่อนยาน เกิดจากหลายๆ ปัจจัย คือ มีการลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก รูปร่างอ้วน มักจะมีไขมันสะสมพอกพูนบริเวณเต้านมมาก เมื่อลดน้ำหนักอย่างฮวบฮาบ โดยอาศัยยาลดน้ำหนัก ทำให้ส่วนที่หายไปก่อนคือไขมันส่วนเกินนั่นเอง ผิวหนังภายนอกที่เคยขยายและอุ้มน้ำหนักเต้านมและไขมันส่วนเกินไว้ก่อนหน้า นั้น จึงห้อยและหย่อนยานตามสรีระ เนื่องจากกล้ามเนื้อภายในเต้านมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติม
อีก ประการหนึ่งคือ หญิงในวัยใกล้และในวัยหมดประจำเดือน เต้านมจะหย่อนยานตามธรรมชาติ เนื่องจากการลดลงของปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือด ฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกผลิตและปลดปล่อยออกจากต่อมเนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อและส่วนต่างๆของร่างกายที่มี สถานีรับ ฮอร์โมนชนิดนี้
หน้าที่ สำคัญของเอสโตรเจนคือควบคุมการเจริญเติบโตของเต้านม รังไข่ ช่องคลอดและการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง นอกจากนั้น ยังมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของกระดูก ป้องกันกระดูกพรุนซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเปราะและแตกหัก ของกระดูก
หน้าอกไม่เด้งดังใจ หย่อนยานก่อนวัย ทำอย่างไรดี หาก ไม่อยากให้นมหย่อนยานก่อนวัย คือ ไม่ควรลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบ ควรจำกัดอาหารไขมันควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ที่เหมาะสม เช่น การว่ายน้ำ ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด วิธีดังกล่าวจะช่วยลดไขมันส่วนเกินพร้อม ๆ กับการกระชับกล้ามเนื้อภายในให้เต่งตึงได้ดี ผิดกับการวิ่งที่กลับจะทำให้หน้าอกหย่อนคล้อยมากขึ้น
สำหรับหญิงวัยทองซึ่งร่างกายมีการผลิตเอสโตรเจนลดน้อยลงตามธรรมชาติ อาจจะเสริมด้วยอาหารที่มี ส่วนผสมของ ไฟโตเอสโตรเจนคำว่า ไฟโตแปลว่าพืช หมายถึงสารที่มีลักษณะและคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน แม้ว่าจะมีประสิทธิผลต่ำกว่าฮอร์โมนถึง 100 – 1,000 เท่าก็ตาม ทั้งนี้ สารไฟโตเอสโตรเจนจะพบมากในถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้ และสมุนไพรอื่น ๆ เช่น กาวเครือ เป็นต้น
อย่าง ไรก็ดี จากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า การที่ร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนเข้าไปในร่างกายนั้น มีทั้งข้อดี เช่น สามารถทดแทนฮอร์โมนที่ลดน้อยลงได้และสามารถกระตุ้นให้เต้านมเต่งตึงขึ้น ผิวมีน้ำมีนวลขึ้น อาการหงุดหงิดลดน้อยลง ส่วนข้อเสีย คือ ต้านฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายลดลง
ส่วน ผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก หรือวัยรุ่น(วัยเจริญพันธุ์) ไม่สมควรจะรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนมากเกินไป หรือไม่ควรหาซื้อผลิตภัณฑ์นมเด้งที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตรเจนมาทาถูนวดที่ เต้านม เพราะจะให้ผลในทางตรงกันข้าม ทั้งนี้ หญิงในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรก็ไม่ควรรับประทานหรือทาถู เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตเจน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาโรคทางเต้านมทั้งหลาย ก็ควรจะระวังเช่นกัน
ผลิตภัณฑ์ นมเด้งได้ผลจริงหรือ ผลิตภัณฑ์นมเด้ง อย่างครีมนมเด้งซึ่งใช้ถูนวดนั้นไม่ต่างอะไรกับ มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ ช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื่นเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้นมเด้ง อย่างที่คาดหวังกันเอาไว้ หรือในกรณีการตบนมที่เคยเป็นข่าวก็ไม่ได้เกิดผลรวดเร็วดังใจ เพราะการตบนมเสมือนการออกำลังกายของเต้านม ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เหมือนเช่นการเดินมากๆ ที่ทำให้น่องโต เป็นต้น ส่วนไหนจุดไหนทำงานมากกล้ามเนื้อก็แข็งแรง กระชับ แต่ก็เสียงต่อการเกิดมะเร็ง เนื่องจากการตบนมจะไปกระตุ้นการเกิดเซลล์ใหม่ๆ ที่อาจผิดปกติ
ส่วน ของสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่รับประทานเข้าไป เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญมากมายต่อการเจริญเติบโต ของเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย สามารถช่วยเหลือสตรีในวัยทองได้จริงแต่การใช้ครีมคงไม่มีผลอะไรมากนัก ที่พึ่งสุดท้ายจึงเป็นการทำศัลยกรรม ซึ่งต้องถามตัวเองก่อว่า เป็นสิ่งจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่

คล็ด 5 วิธีดูแลอกให้สวยนาน
1. บำรุง ด้วยครีม ผิวรอบหน้าอกเป็นผิวที่บอบบาง เกิดความแห้งได้ง่าย เพื่อให้ผิวอกชุ่มชื้นนุ่มนวลอยู่เสมอ ควรบำรุงด้วยครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอลเพื่อป้องกันริ้วรอยย่นยาน สร้างความชุ่มชื้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้แข็งแรง รวมทั้งต้องปกป้องจากแสงแดด แล้วอย่าลืมบริเวณหัวนมด้วยเช่นกัน จึงต้องบำรุงเป็นประจำด้วยครีมที่มอบความชุ่มชื้นสูงอย่างวาสลีนก็ได้
2.เสื้อ ชั้นในมีโครง การชะลอความหย่อนยานด้วยเสื้อชั้นในแบบมีโครงพยุง สามารถช่วยชะลอความหย่อนยานให้ช้าลงได้ เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ต่อมน้ำนมและคอลลาเจนจะหดตัวลงแล้วถูกแทนที่ด้วยไขมันมากมายเกิดการหย่อน คล้อยลง ดังนั้นไม่ว่าจะมีหน้าอกแบบไหน เล็กใหญ่ไม่สำคัญ แต่ควรสวมเสื้อชั้นในแบบมีโครงช่วยพยุงอกเอาไว้
3. ครีม กันแดด หน้าอกก็โดนแดดเผาได้เหมือนกัน หากจะเลือกออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หากไปทะเลหรือต้องออกแดดจัดๆ อย่าลืมทาครีมกันแดดด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็น อย่างน้อย ที่จะช่วยปกป้องจากรังสียูวีเอและบี ไม่เช่นนั้นหน้าอกจะถูกทำร้ายจากแสงแดดเต็มๆ จนก่อให้เกิดเป็นริ้วรอยก่อนวัยและจุดด่างดำ
4. ท่า ทางการนอน ไม่น่าเชื่อว่าท่าทางการนอนก็ส่งผลกับรูปร่างหน้าอก แต่การนอนคว่ำหน้าไม่ได้ทำให้หน้าอกเล็กลงแต่อย่างใด แต่การกดหน้าอกลงบนที่นอนเป็นประจำ จะทำให้หน้าอกผิดรูปผิดร่างไป ท่าการนอนที่ดีคือนอนตะแคง แล้วมีหมอนรองหน้าอกเพื่อช่วยพยุงไว้ขณะหลับ
5.ป้องกัน สิว ผิวบนหน้าอกและร่องอกเต็มไปด้วยต่อมไขมัน และมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ ยิ่งหน้าอกใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นที่เก็บกักเหงื่อเอาไว้ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวได้ จึงควรทาแป้งบริเวณใต้และร่องอกเพื่อให้ผิวบริเวณนั้นแห้ง และควรทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันด้วยผ้าเช็ดทำความสะอาดที่ช่วยฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย แล้วตามด้วยโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด โดยเฉพาะหลังจากการออกกำลังกาย อย่ากลับบ้านไปพร้อมกับบราที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เพราะจะทำให้เกิดเป็นสิวที่หน้าอกได้

เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ...........
อ้างอิงจากบทความของ รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล แห่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

10 วิธี คลำหามะเร็ง ง่ายๆ ด้วยสองมือเรา


10 วิธี คลำหามะเร็ง ง่ายๆ ด้วยสองมือเรา

  • เมื่อพูดถึงมะเร็งเต้านม คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่คงจะหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะตอนนี้สถิติของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมตกเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก

    และในแต่ละปีมีตัวเลขของผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4,200 ราย และที่สำคัญ โรคมะเร็งเต้านมยังสามารถเกิดขึ้นกับคุณผู้ชาย ในอัตราร้อยละ 1 ได้อีกด้วย

    ดังนั้นวันนี้ เรามีเคล็ดลับดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญจะนำมาบอกต่อให้คุณๆ ได้ลองนำไปปฏิบัติ โดยวิธีการคลำเต้านมหาความผิดปกติของร่างกาย ด้วยตัวเองกับวิธีง่ายๆ ไม่กี่นาที แต่ที่สำคัญควรจะตรวจหลังจากที่ประจำเดือนมาแล้ว 7-10 วัน

    1.ก่อนอื่นเราต้องส่องกระจกดูว่า เต้านมทั้งสองข้างของเรามีขนาดเท่ากันหรือไม่

    2.หมุนตัวด้านข้าง สังเกตว่ามีรอยบุ๋ม หรือมีก้อนเนื้อนูนออกมาให้เห็นหรือไม่

    3.ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ หรือทำท่าเท้าสะเอวแล้วโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สองท่านี้จะสามารถช่วยให้เห็นได้ชัดเจน ถ้ามีก้อนเนื้อที่ผิดปกติ

    4.ใช้มือขวาคลำเต้านมด้านซ้าย และใช้มือซ้ายคล้ำเต้านมด้านขวา โดยใช้นิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วกลางกดลงเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มความแรงแต่ไม่ต้องมาก

    5.หากจะให้แม่นยำควรนำปากกามาวาดแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยใช้หัวนมเป็นศูนย์กลาง จากนั้นให้คลำทีละส่วนเพื่อความละเอียด

    6.อย่าลืมคลำที่บริเวณรักแร้ ฐานของเต้านม และไหปลาร้าด้วย เพราะจุดที่จะเกิดมะเร็งเต้านมนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณเต้านมเท่านั้น

    7.อาจใช้ท่านอนเพื่อคลำหาความผิดปกติได้ โดยใช้หมอนรองหนุนที่บริเวณหัวไหล่ข้างที่จะคลำ แล้วค่อยๆ คลำตามวิธีข้างต้น

    8.ใช้นิ้วมือบีบหัวนมเบาๆ หากมีสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากน้ำนม เช่น น้ำเลือด หรือน้ำเหลืองที่ไหลออกมาแสดงว่าผิดปกติ และอยู่ในขั้นที่อันตรายมาก

    9.สังเกตดูที่สีของหัวนม และบริเวณฐานของหัวนมว่ามีขุยหรือไม่

    10.มีอาการปวดผิดปกติ ผิวหนังแดงหรือร้อน การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทางหรือไม่

    หากผิดปกติเพียง 1 ใน 10 ข้อข้างต้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที และควรไปตรวจเมมโมแกรมทุกๆ 1 ปี แต่อย่าตื่นตระหนกตกใจไป เพราะผลสำรวจ 8 ใน 10 รายของผู้ที่คลำเจอก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่มะเร็งเต้านม แต่กลับกลายเป็นโรคซีสต์ หรือถุงน้ำที่รักษาได้ง่ายนั่นเอง...
  • แหล่งข่าวโดย.... ไทยโพสต์

    ลดหุ่นอย่างไร ทำไมลดไม่ลงสักที


    เรื่องอ้วน...อ้วน...นี่... ไม่แต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ห่วงนักห่วงหนา คุณผู้ชายเองก็อย่าปฏิเสธเสียให้ยากเลย ว่าคุณก็กำลังกลัวอ้วนอยู่เหมือนกัน ยิ่งเข้าวัยกลางคนแล้วยิ่งเห็นได้ชัด เพื่อนๆ ผมหลายคนอุตส่าห์ไปเข้าฟิตเนสหลังเลิกงานก็แล้ว ทั้งยกน้ำหนัก เล่นเวท วิ่ง เดิน ถีบจักรยาน กันสารพัดวิธี แถมอดมื้อกิน 2 มื้อ ไม่นับกับแกล้ม กะว่าคราวนี้ผอมชัวร์ ในที่สุดก็ยังต้องมานั่งบ่นกลุ้มใจเรื่องอ้วน เพราะทำยังไงพุงก็ไม่ยอมลดลงสักที ก็มันเพราะอะไรกันล่ะครับ คุณต้องทบทวนวิธีการกับความตั้งใจของคุณใหม่อีกที...

    คุณกำลังลดหรืออดกันแน่...?
    การที่คุณอดข้าว เป็นมื้อๆ แล้วมุ่งตั้งหน้าออกกำลังกายเป็นหลัก ด้วยความมั่นใจว่าเป็นการใช้พลังงานให้หมดไป แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการผลาญแคลอรีไปมากๆ โดยเฉพาะแคลอรีจากโปรตีน จะผลักดันให้ร่างกายปรับตัวเพื่อสงวนแคลอรีมากกว่าที่จะเร่งเผาผลาญให้มัน หมดไป การปรับตัวนี้ยังอาจจะบังคับให้ร่างกายคุณต้องยอมเสียเนื้อเยื่อของกล้าม เนื้อเพื่อสงวนพลังงานให้กับส่วนที่จำเป็นที่สุด แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า กล้ามเนื้อที่ต้องสูญเสียไปเหล่านั้นเป็นกุญแจสำคัญของการเผาผลาญอาหารใน ร่างกาย ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากก็จะยิ่งเผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้เร็วขึ้น และเหลือเป็นไขมันส่วนเกินน้อยลง ดังนั้นเท่ากับว่าคุณไม่สามารถเผาผลาญอาหารได้อย่างที่ควร ไขมันส่วนเกินจึงพอกพูนขึ้น

    คำแนะนำ: ถึงอย่างไรการลดแคลอรีก็ยังจำเป็นเหมือนเดิม เช่น ลดเบียร์วันละกระป๋อง มันทอด ข้าวเกรียบแกล้มเบียร์ของโปรด แกงกะทิ หรือแม้แต่ข้าว แต่คุณต้องแน่ใจว่าได้รับพลังงานจากอาหารเพียงพออย่างน้อยวันละ 1,600 - 1,800 แคลอรี เพื่อไม่ให้ระบบการเผาผลาญอาหารของคุณเสียไป ที่สำคัญคือไม่ควรงดอาหารที่มีโปรตีน พวกเนื้อสัตว์ ถั่ว หรือนม เพียงแต่ควรกินในปริมาณที่พอดีๆ หากตอนนี้คุณหนัก 90 กิโลกรัม โปรตีนที่ควรได้รับจริงๆ ต่อวันเพื่อรักษากล้ามเนื้อเอาไว้นั้นประมาณ 75 กรัมเท่านั้น เท่ากับอกไก่ 2 ชิ้น แต่หากเป็นคนที่ชอบเข้าฟิตเนสเป็นประจำ ก็กินได้มากกว่านี้เป็นสองเท่า แต่หากคุณชอบวิ่งหรือมักจะออกกำลังแบบแอโรบิกมากกว่า ปริมาณที่ควรได้รับก็น่าจะอยู่กลางๆ ระหว่างนี้

    กินเร็วก็เสร็จไวดี...แต่อ้วน
    ลองทบทวนดูว่าคุณเป็นคนกินเร็ว จนเป็นนิสัยหรือไม่ นิสัยกินเร็วนี่ก็ทำให้อ้วนง่าย เพราะยิ่งกินเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งกินเยอะ เนื่องจากกระเพาะคุณมัวแต่ทำงานย่อยจนไม่มีเวลาจะไปกระตุ้นเตือนสมองให้ไป บอกให้ปากคุณหยุดเคี้ยวเสียที

    คำแนะนำ: ควรฝึกกินให้ช้าลง ตั้งสติทุกคำที่กัด กิน เคี้ยว กลืน ทำให้ช้าๆ กว่าที่เคยสักนิด วางช้อนส้อมลงจิบน้ำ แล้วก็เงยหน้าพูดคุยกับคนร่วมโต๊ะอาหารเสียบ้าง อย่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินๆๆ ไม่สนใจใคร แล้วลองสังเกตดูว่าคุณใช้เวลานานเท่าไหร่ ครั้งต่อไปก็ฝึกทำอย่างนี้อีก จนเคยชิน แล้วคุณจะรู้สึกว่าอิ่มเร็วขึ้น ทำให้ลดปริมาณอาหารที่กินเข้าไปได้โดยไม่รู้ตัว

    กินกากใยให้มาก กินแป้งให้น้อยลง
    ลองลดอาหารที่คุ้นเคย เช่น ข้าวจานโต ก๋วยเตี๋ยวจานใหญ่ ขนมปังขัดขาว มันฝรั่งทอด หรืออะไรที่ทำจากแป้ง และน้ำตาลมากๆ มากินอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้นแทน อย่างเช่นผักหรือผลไม้ (ที่ไม่หวานมากนัก และไม่มีแป้งเป็นหลัก เช่น ทุเรียน อย่างนี้ห้ามนะครับ) อาหารเหล่านี้นอกจากมีแคลอรีต่ำ ทำให้อิ่มเร็วแล้ว ยังช่วยให้คุณขับถ่ายคล่อง แถมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับอินซูลินของคุณด้วย

    คำแนะนำ: หากคุณเลิกกินข้าวไม่ได้ล่ะก็ ลองเปลี่ยนจากข้าวขัดขาว มากินข้าวที่มีกากใยมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท หรือพวกธัญพืช และถั่วต่างๆ จะช่วยได้มาก

    นอนหลับให้เป็นเวลา และนอนให้พอ
    มีการวิจัยพบว่า คนที่มักจะนอนน้อย นอนหลับไม่สนิท นอนกรนเป็นประจำแทบทุกคืน แม้ว่าจะเป็นคนแข็งแรงก็ตาม มีแนวโน้มจะมีกลูโคส และระดับอินซูลินในเลือดสูง ซึ่งไม่ดีต่อระบบการเผาผลาญอาหารเอาเสียเลย เพราะอินซูลินส่วนเกิน กลับจะส่งเสริมให้ร่างกายเก็บไขมันเอาไว้มากขึ้น

    คำแนะนำ: คุณควรกำหนดเวลาเข้านอน และเวลาตื่นตอนเช้า ที่จะทำให้นอนได้เต็มอิ่ม และพยายามเข้านอนและตื่นตามเวลานั้นให้ได้ทุกวัน หากทำได้สม่ำเสมอเช่นนี้สักพัก คุณก็จะสามารถเข้านอน และตื่นเป็นเวลา ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มทุกคืน

    เพลาๆ การกินอาหารนอกบ้านลงบ้าง
    ก็ที่สงสัยว่าทำไมออกกำลังไป จนหมดแรงก็ไม่ผอมสมใจ เพราะคุณอาจจะกินเข้าไปมากเกินกว่ามันจะเผาผลาญหมดน่ะสิ โดยเฉพาะเวลาที่กินนอกบ้านแต่ละทีปริมาณอาหารจะคูณเป็นหลายเท่าตัว ปกติอยู่บ้านทานข้าวกับน้ำพริกปลาทู อยู่ข้างนอกกลับทานพิซซ่าทีละ 2 ถาด สเต็กจานยักษ์ ไม่นับเครื่องเคียงอีกเต็มโต๊ะ แบบที่อยู่บ้านอาจกินได้เป็นวันๆ แถมยังน้ำอัดลม ขนม นม เนย อีกสารพัด ตามใจปากอย่างนี้แล้วจะลดความอ้วนทันได้อย่างไร

    คำแนะนำ: คุณคงต้องเริ่มจำกัดตัวเองให้กินนอกบ้านน้อยลง หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คงต้องลองจำกัด ปรับกิจกรรมที่ทำให้ต้องกินมาก เช่น ลดปาร์ตี้มื้อใหญ่ให้น้อยๆ ลงหน่อย เหลือเป็นมื้อธรรมดาๆ จากอาหารอิตาเลียนจานหรู ลองมองหาร้านสุกี้ หรือร้านส้มตำ ที่จะทำให้คุณสังสรรค์ได้พร้อมๆ กับได้ทานผักแทนครีมและชีส อะไรทำนองนี้

    หัดทำกับข้าวเองดูบ้าง
    บางคนคิดว่าเรื่องทำกับข้าวเป็นเรื่อง ของผู้หญิงๆ เขาทำกัน แต่อย่าลืมว่า กุ๊กใหญ่ตามร้านหรือภัตตาคารส่วนใหญ่ก็ผู้ชายทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอย่าปฏิเสธเสียเลยว่าผู้ชายไม่เหมาะจะทำกับข้าว หากคุณเริ่มหยิบอาหารสดในตู้เย็นมาลองปรุงนั่นผสมนี่ได้แล้ว ก็จะได้ไม่ต้องพึ่งแต่ข้าวมันไก่ปากซอย ไก่ทอด หรือพิซซ่าหน้าชีสอีกต่อไป แล้วก็เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตหาเนื้อหาผักมาเก็บไว้ในตู้เย็น เปิดตำราอาหารเพื่อสุขภาพแบบต่างๆ ที่ทำง่าย และมีประโยชน์ มาลองทำดู ทั้งประหยัด และได้ประโยชน์อีกต่างหาก ถ้ากลัวเหงาก็ชวนเพื่อนมากินด้วยกันที่บ้านเสียเลย

    แต่..หากเวลาแต่ละวันแทบไม่พอจะนอนด้วยซ้ำ แทบไม่ต้องนึกถึงการทำกับข้าวเลยล่ะก็ พวกอาหารสำเร็จรูปบางอย่างที่มีไขมันต่ำ เช่น ข้าวโอ๊ต ก็สามารถอิ่ม พร้อมได้คุณค่าอาหาร และแคลอรีต่ำได้เหมือนกัน

    ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
    ข้างกายคุณควรจะมีน้ำเปล่าสักขวดหนึ่งติดตัว เป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะช่วงเวลาไดเอ็ต เพราะเราต้องการน้ำเพื่อนำพาสารอาหารไปสู่กล้ามเนื้อ ช่วยย่อยอาหาร และทำให้เกิดความสมดุลในระบบการเผาผลาญอาหาร รวมทั้งเวลาออกกำลังกายมากๆ ก็ได้น้ำนี่แหละที่ช่วยคลายความร้อนเกินขีดจำกัด ป้องกันอาการช็อคอันอาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งน้ำยังช่วยนำพาของเสียออกจากร่างกายระหว่างกระบวนการเผาผลาญอาหารของ เราด้วย การดื่มน้ำเปล่าก่อนอาหารสักแก้วจะทำให้คุณกินได้น้อยลง

    คำแนะนำ: สำหรับคุณที่สุขภาพแข็งแรงปกติ ควรจะดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นกว่าปกติ เป็นวันละ 8-12 แก้ว แต่หากมีโรคประจำตัวคงต้องลองปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสม ระหว่างวันสังเกตสีปัสสาวะดูว่าหากเป็นสีเหลืองเข้ม คุณอาจกำลังขาดน้ำอยู่ แต่หากเป็นสีอ่อนใส ถือว่ามีการถ่ายเทน้ำที่ดีใช้ได้

    ลดแล้วลดเลย อย่าหวนคืนวงการ
    หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินคน ภูมิใจกับฝีมือการลดน้ำหนัก พอลดได้ 5-10 กก.แล้วก็เริ่มดีใจว่าประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นด้วยความที่อดอยากมานานก็เลยกลับไปกินกระหน่ำ คอหมูย่าง 5 จาน แกล้มเบียร์ใหม่ให้หายแค้น ผลก็คือ น้ำหนักพุ่งพรวดๆ กลับมายืนที่เดิม อย่างนี้...อย่าทำ....

    คำแนะนำ: ระหว่างการลดน้ำหนัก ควรกำหนดเป้าหมายเป็นขั้นๆ เช่นกำหนดให้ลดลงทีละ 5 กก. ภายใน 2 เดือน เมื่อลดถึงน้ำหนักที่ต้องการ ก็ประเมินวิธีการที่ตัวเองได้ทำมาแล้ว และความทนทานของตัวเองดูอีกที แล้วลองควบคุมอาหาร ออกกำลังกายกันใหม่โดยตั้งต้นที่ตำแหน่งนั้น แต่วางเป้าหมายใหม่ เช่น จะลดลงอีก 3 กก.ในอีก 2 เดือนจากนี้ เมื่อทำได้ถึงแล้ว คุณลองคิดดู น้ำหนักที่คุณสามารถลดลงได้ถึง 8 กก.ภายใน 4 เดือน ไม่ใช่น้อยเลย นับเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจมาก และจากนั้นก็ต้องควบคุมความอยากของตัวเอง ให้คงที่อยู่ระดับนั้นไปต่อไปให้ได้ จึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการไดเอตจริงๆ

    จาก 8 คำแนะนำนี้ ก็หวังว่าจะช่วยคุณที่กำลังมุ่งหน้าลดความอ้วน ให้ลดได้สำเร็จสมดังใจเสียที...

    แหล่งที่มา » Health Today

    อัศจรรย์เคี้ยว “มะนาว” เลิกบุหรี่ใน 2 สัปดาห์


    อัศจรรย์เคี้ยว “มะนาว” เลิกบุหรี่ใน 2 สัปดาห์


    อัศจรรย์ “มะนาว” ช่วยลดสารนิโคติน เลิกบุหรี่ได้ใน 2 สัปดาห์ แนะ กินมะนาวพร้อมเปลือก เคี้ยวนานๆ 3-5 นาที ทุกครั้งที่อยากบุหรี่ ทำให้สูบรสบุหรี่ไม่อร่อย ขม เฝื่อน จนไม่อยากสูบอีก

    ผศ.กรองจิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวในการประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 7 เรื่อง “เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ต้านภัยบุหรี่” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ว่า จากผลการวิจัยพบว่า ในวิตามินซีจะมีสารที่ช่วยลดความอยากของนิโคตินได้ และช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ทรุดโทรมให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า จึงมีการนำใช้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ โดยเทคนิคการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว ที่มีวิตามินซีสูง โดยเฉพาะมะนาว พบว่า เมื่อนำไปใช้แล้วมีประสิทธิภาพได้ผลดีมาก เนื่องจากมะนาวมีผลต่อการทำงานของต่อมรับรสขม ทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไป

    ผศ.กรองจิต กล่าวต่อว่า วิธีการกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ ต้องหันมะนาวเป็นชิ้นเล็กๆให้มีเปลือกติดมาด้วย ขนาดเท่าหัวแม่โป้ง หรือ พอคำ เมื่อมีความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ ให้กินมะนาวแทน โดยอมแล้วค่อยดูดความเปรี้ยว จากนั้นเคี้ยวเปลือกอย่างช้าๆ นาน 3-5 นาที จะมีผลทำให้ลิ้นข่ม เฝื่อน จากนั้นดื่มน้ำ 1 อึก นอกจากช่วยลดความอยากนิโคตินแล้ว เมื่อสูบบุหรี่จะทำให้รสชาดบุหรี่เปลี่ยนขมจนไม่อยากสูบ และสามารถกินมะนาว หรือผลไม้ชนิดอื่นที่มีความเปรี้ยวมากๆ ได้ทุกครั้งที่เกิดความอยากบุหรี่ แต่เมื่อเทียบกัน พบว่ามะนาวจะได้ผลดีที่สุด

    “การเลิกบุหรี่ ด้วยการกินมะนาวส่วนใหญ่จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ภาย ใน 2 สัปดาห์ และไม่อยากบุหรี่อีก ถือว่าชนะนิโคตินได้ มีการนำไปทดลองกับนักเรียน หลายคนที่ได้ทดลองวิธีนี้ จะรู้สึกว่าสูบบุหรี่แล้วไม่อร่อย รสชาดไม่เหมือนเดิม ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่อีก อย่างไรก็ตาม แม้อาการทางกาย คือ ความอยากจะหมดไปแต่ อาการทางใจบางครั้งจะยังมีอยู่ เช่น เศร้า หงุดหงิดเหมือนคนอกหัก คนรอบข้างต้องให้กำลังใจ และตั้งใจเลิกอย่างเด็ดขาด จะสามารถเลิกได้อย่างแน่นอน”ผศ.กรองจิต กล่าว

    ด้าน นางอนงค์ พัวตระกูล อาจารย์โรงเรียนบางมดวิทยา 'สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์' ซึ่งได้รับ รางวัลควบคุมยาสูบแห่งชาติ ประเภท สถานศึกษาปลอดบุหรี่ กล่าวว่า จากการทำค่ายลดละเลิกบุหรี่ โดยนำนักเรียนที่สูบบุหรี่จำนวน 75 คน มาทำกิจกรรมโดยให้ความรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ และให้เด็กใช้เวลาในการเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง ประมาณ 3-7 วัน รวมทั้งใช้วิธีการเคี้ยวมะนาวเพื่อช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ พบว่า ร้อยละ 75 จะสูบไปครั้งคราว เมื่อผ่าน 2 สัปดาห์ จะมีเด็กที่เลิกสูบเด็ดขาด ร้อยละ 50 และภายใน 1 ปี มีเด็กเพียง ร้อยละ 30 ที่กลับไปสูบอีก โดยปัจจัยเสริมที่ทำให้เลิกได้พบว่า หากเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงก็จะเลิกง่ายกว่าเด็กที่หัวอ่อน ตามเพื่อน

    “ภายใน 2 สัปดาห์ พบว่าการติดตามพฤติกรรมร่วมกับ การใช้มะนาวช่วยเลิกบุหรี่ สามารถทำให้เด็กลด และเลิกบุหรี่ได้นอกจากนี้ ต้องมีคนให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ซึ่งโรงเรียนต้องใช้ทั้งไม้อ่อน ไม้แข็งในการดูแลเด็ก มีการทำโทษ แจ้งผู้ปกครอง หรือแม้แต่การให้ไปเสียค่าปรับที่โรงพักก็เคยมี เนื่องจากการเลิกบุหรี่ในเด็กกับผู้ใหญ่มีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ที่เลิกได้จริง ก็จะเกิดจากความตระหนักรู้เกี่ยวกับพิษภัย และไม่กลับมาสูบบุหรี่อีกตลอดไป”นางอนงค์ กล่าว
    ----------------------------------------------------------------

    ขอขอบคุณ bangkok health

    ปวดศรีษะจากยาแก้ปวด

    ผศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร

    คุณ ปรียา อายุ 45 ปี มีอาการปวดศีรษะเป็นๆ หายๆ ตั้งแต่ยังสาว โดยมักปวดศีรษะข้างเดียว ตุบๆ แล้วคลื่นไส้ พอได้พักหรือนอนหลับ ก็จะหายปวด เคยพบแพทย์แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นการปวดศีรษะไมเกรน ปกติจะมีอาการปวดเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอาการปวดศีรษะถี่ขึ้น ซึ่งรับประทานยาพาราเซตามอลก็ดีขึ้นชั่วคราว คุณปรียาจึงใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น เกือบทุกวัน โดยซื้อจากร้านขายยาข้างบ้าน อาการปวดดูเหมือนจะลุกลามขึ้น โดยปวดตื้อๆ ทั้งศีรษะตลอดวัน ต้องได้ยาอยู่ตลอด เวลายาหมดฤทธิ์ก็เริ่มอาการปวดซ้ำ ทำให้นอนไม่หลับ คุณปรียาจึงมาพบแพทย์เพราะต้องการยานอนหลับและยาแก้ปวดที่แรงขึ้น

    ในกรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้บ่อย เป็นโรค ปวดศีรษะเรื้อรังแล้วมักซื้อยาใช้เองเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ โดยไม่ได้รักษาที่สาเหตุของโรค จะกระตุ้นทำให้ต้องใช้ยาในขนาดที่สูงขึ้นและถี่ขึ้น กลไกของภาวะปวดศีรษะจากยาแก้ปวดนี้เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อ ประสาท การรับความรู้สึกของสมองที่เปลี่ยนไป ทำให้ไวต่ออาการปวดง่ายขึ้น และเกิดการดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาบ่อยขึ้น และขนาดสูงขึ้นตามลำดับ

    โรคนี้พบบ่อยแค่ไหนและเป็นอย่างไร
    ภาวะ นี้เกิดขึ้นบ่อยในผู้ที่มีโรคปวดศีรษะเดิมอยู่แล้ว เช่น ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะจากความตึงเครียด มีการสำรวจโรคนี้ทั่วโลกพบได้ประมาณร้อยละ 1 ในประชากรทั่วไปและการต้องเพิ่มยาแก้ปวดศีรษะปริมาณสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ต้องมาหาหมอเพื่อการรักษา จริงๆ แล้วทั้งแพทย์และผู้ป่วยเองควรระวังการใช้ยาแก้ปวดอย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

    เกณฑ์ในการวินิจฉัยอาการปวดศีรษะจากยามีดังนี้

    • มักมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน โดยมักจะมีอาการหนึ่งในอาการต่อไปนี้คือ ปวดทั้งสองด้าน ปวดแบบกดตึงแน่นตลอดเวลา มีความรุนแรงน้อย-ปานกลาง
    • ใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 10 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
    • อาการปวดศีรษะนี้เกิดขึ้นใหม่ หรือแย่ลงทั้งๆ ที่ได้รับยาแก้ปวดอยู่
    • อาการปวดศีรษะดีขึ้น ภายใน 2 เดือน หลังหยุดยาแก้ปวดดังกล่าว

    ลักษณะของอาการปวดศีรษะจากยาแก้ปวด
    - ปวดศีรษะทุกวันหรือเกือบทุกวัน
    - อาการปวดจะเปลี่ยนไปตลอด ทั้งในแง่ความรุนแรง ตำแหน่งหรือลักษณะอาการปวด
    - มักมีอาการ ?ถอนยา? เมื่อหยุดยาแก้ปวดโดยทันที
    - มักมีความอดทนต่ออาการปวดต่ำ จึงใช้ยาบ่อย จากนั้นอาการปวดศีรษะจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
    - อาจพบอาการอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เหนื่อยเพลีย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน หงุดหงิด กระวนกระวาย
    ซึมเศร้า ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิฯลฯ

    ยา แก้ปวดทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดธรรมดา (เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน) ยาแก้ปวดผสมกับยาอื่น หรือยาแก้ปวดไมเกรน (เช่น Ergotamine, Sumatriptan) บางคนอาจใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน หรือใช้ยาอื่นเสริม เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ฯลฯ ที่ทำให้อาจเกิดอาการอื่นๆ เพิ่มได้อีก หากหยุดยาทันที หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยภาวะนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาถึงแนวทางการรักษาภาวะนี้ และโรคปวดศีรษะเดิมต่อไป

    ถ้าเป็นโรคนี้ จะมีแนวทางการรักษาอย่างไร
    สิ่ง สำคัญที่สุดในการรักษา คือความร่วมมือระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการหยุดยาแก้ปวดที่ใช้ จากนั้นจึงปรับแนวทางการรักษาโรคเดิมที่เป็นสาเหตุ โดยการให้ยาป้องกันอาการปวดศีรษะ เปลี่ยนยาที่ใช้แก้ปวดให้เหมาะสม และปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นอาการปวดซ้ำ

    เมื่อ วินิจฉัยตามกระบวนการนี้แล้ว ในกรณีของคุณปรียาหลังจากได้พบแพทย์แล้ว แพทย์ได้แนะนำให้หยุดยาแก้ปวดทั้งหมดทันที ซึ่งคุณปรียาค่อนข้างกังวลว่าจะได้ผลหรือไม่ แพทย์จึงปรับความเข้าใจถึงวิธีการรักษาแนวทางใหม่ ทำให้คุณปรียาสบายใจขึ้น หลังจากหยุดยาไป 3 วัน อาการปวดของคุณปรียาที่เคยปวดทุกวัน เริ่มห่างออก คุณปรียาแปลกใจที่อาการปวดลดลงมากโดยไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดเลย แต่มีอาการคลื่นไส้และนอนไม่หลับ ซึ่งบรรเทาได้ด้วยยาที่แพทย์ให้มา หลังจากสัปดาห์แรกคุณปรียาได้เริ่มยาป้องกันไมเกรน โดยรับประทานยาทุกวันก่อนนอน ทำให้อาการปวดศีรษะเดิมลดลงมากจนแทบไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดอีกเลย

    ในช่วง แรกที่หยุดยาทันทีนั้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวดชนิดอื่นที่ออกฤทธิ์ยาว เพื่อบรรเทาชั่วคราวร่วมกับยารักษาตามอาการ ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ เพื่อให้น้ำเกลือและยาฉีดแก้ปวดถ้าจำเป็น อาจมีอาการปวดกำเริบขึ้นได้ในช่วงนี้ แต่โดยทั่วไปจะไม่รุนแรงกว่าการปวดเดิมนักและปวดไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอาการปวดไมเกรนในระยะยาว ยาป้องกันนี้มักไม่มีฤทธิ์แก้ปวดโดยตรง แต่จะปรับสารเคมีสื่อประสาทในสมองให้อาการปวดห่างออก ไม่รุนแรงนัก และตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีขึ้นในอนาคต

    นอกจากการรักษาด้านยาแล้ว การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท หมัก ดอง สุรา ช็อกโกแลต หรืออาหารอื่นที่ตนเองแพ้ ควรนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง หลับและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อผ่อนคลายสมองและกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น อากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีแดดจ้า

    อย่างไรก็ตามบางคน อาจเกิดโรคนี้ซ้ำได้ หากกลับไปใช้ยาแก้ปวดเดิมอีก หรือหยุดยาป้องกันก่อนกำหนด ดังนั้นจึงควรติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องครับ

    ขอบคุณ : www.sanook.com

    ชูเมนูสมุนไพรลดคอเลสเตอรอล

    จากสถิติขององค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าประชากรทั่วโลกกว่า 7 ล้านคนต่อปี ต้องเสียชีวิตด้วย ?โรคหัวใจและหลอดเลือด? ใน ขณะเดียวกันประเทศไทยมีการค้นพบว่า มีประชากรเกินกว่าร้อยละ 50 ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ และเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และพบว่ามีการเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 7 คนต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 61,320 คนต่อปี โดยโรคหัวใจและหลอดเลือดถือเป็นโรคอันดับสองที่คร่าชีวิตคนไทยรองจากโรค มะเร็ง


    ?คอเลสเตอรอล (Cholesterol)? เป็น ไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย และในอาหารที่บริโภค มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เช่น นำไปสร้างเป็นน้ำดีช่วยย่อยไขมันที่ได้รับจากอาหาร นำไปสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย และเป็นต้นกำเนิดของวิตามินดี

    นอก จากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบ ของโครงสร้างผนังเซลล์ แต่ถ้าร่างกายมีคอเลสเตอรอลมากเกินไป ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ใต้ผนังหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุที่จะทำให้หลอดเลือดแดง แข็งและหลอดเลือดแดงตีบและอุดตันได้

    ขณะ ที่ถ้าเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจล้มเหลวแบบเฉียบพลัน จนเสียชีวิตได้ ซึ่งอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงคือ อาหารที่มีส่วนประกอบของไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

    รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล จากสำนักงานวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การรับประทานอาหารเจในบางเมนูที่มีไขมันหรือแป้ง เช่น แกงกะทิ หรือของทอดที่มีน้ำมัน อาหารประเภทที่มีแต่แป้งก็จะทำให้มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้ หรือบางรายก็อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้มีคอเลสเตอรอลสูง ตามมา ดังนั้นผู้ที่กินเจจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว

    อาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรค มีแนวทางในการเลือกอาหารที่มีปริมาณ คอเลสเตอรอลต่ำ และจากการประกวดเมนูลดคอเลสเตอรอล ในโครงการ ?เมนูอาหารใส่ใจคอเลสเตอรอล? ซึ่งจัดประกวดโดย บริษัท ไฟเซอร์ มีเมนูที่ชนะเลิศการประกวด มานำเสนอ ซึ่งเป็นอาหารไทยอุดมไปด้วยสมุนไพร

    เมนูคอเลสเตอรอลไขมันต่ำ นั่นคือ ?ข้าวหมกไก่คั่วตะไคร้ กับแสร้งว่าปลาช่อน? ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่น ?มืออาชีพ? โดย เคล็ดลับอยู่ตรงข้าวที่หุงจะใช้นมพร่องมันเนยแทนการหุงด้วยน้ำ ใส่กระเทียมลงไปผัดในน้ำมัน แล้วใส่ข้าวที่หุงเสร็จลงไปผัด ใส่เกลือและผงกะหรี่ลงไป สำหรับไก่คั่วตะไคร้ก็จะใช้ไก่ที่ไม่ติดมัน หั่นบาง ๆ ผัดกับตะไคร้ เติมเกลือและพริกไทยลงไป

    ส่วน ?แสร้งว่าปลาช่อน? นั้นมีส่วนผสมของปลาช่อนสุก ขิงหั่นฝอย ตะไคร้ หอมแดง พริกขี้หนู ใบมะกรูด น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ลงคลุกให้เข้ากัน ทั้งอร่อยและไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำ

    อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่น ?บุคคลทั่วไป? คือ เมนู ?ซาบะกลางดง? ซึ่ง มีจุดเด่นคือ ใช้ปลาซาบะย่างเอาหนัง ออกมีไขมันต่ำ มีไอโอดีน พร้อมสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งสมุนไพรเหล่านั้นก็มี ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทยสด มะนาว หอมแดง กระเทียม กะหล่ำปลีหั่นฝอย มะม่วงเปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ วิธีทำ นำมะนาวมาบีบเอาน้ำผสม น้ำปลาน้ำตาลปี๊บ ซอสมะเขือเทศ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นปลาซาบะลงคลุก ให้เข้ากัน นำปลาซาบะจัดวางลงในจานพร้อม ข้าวสวย 1 ถ้วย เวลาทานนำเครื่องปรุงทั้งหมดราดลงบนตัวปลา นอกจากนี้ยังมีเมนูปราศจากคอเลสเตอรอลอีกมากมาย อาทิ เมนู ?วุ้นเส้นผัดขี้เมาปลากะพงสด?

    ?เมนูลดคอเลสเตอรอล? ยัง มีให้เลือกอีกมากมาย พร้อมปรึกษาสุขภาพกับ ทีมแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และสารพันโรคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในงาน ?ไฟเซอร์ ฟิต ฟัน แฟร์ (Pfizer Fit Fun Fair)? วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 16-17 กรกฎาคม ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว

    ที่มา

    หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ออนไลน์)

    แอปเปิ้ลไซเดอร์ สูตรลับความสวยของคนรักสุขภาพ


    พูดถึง "แอปเปิ้ล" หรือ "ราชาแห่งผลไม้" เป็นได้เรียกความสนใจจากสาวๆ กันได้ถ้วนหน้า ด้วยสรรพคุณมากมาย ทั้งให้วิตามินชนิดต่างๆ บำรุงผิวพรรณให้สดใสชุ่มชื่น และคุณสมบัติสำคัญที่สุด นั่นก็คือ การลดความอยากอาหาร แล้วยังช่วยเรื่องระบบของการย่อยอาหารได้ดีเยี่ยม นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เหล่าบรรดาผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพนำแอปเปิ้ลมา เป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักตัวชูโรงช่วยรักษาสุขภาพ ซึ่งได้ผลดีและมีคุณค่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ


    บรรดาอาหารสุขภาพที่น่าสนใจ ก็คือ "แอปเปิ้ลไซเดอร์" หรือ ที่เราเรียกกันว่า น้ำส้มสายชูหมัก ที่เกิดจากการหมักแอปเปิ้ลสด ซึ่งปลูกโดยไม่มีการใช้สารเคมีเจือปนนำมาบด และปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ที่มีคุณภาพดี พอถึงอายุเหมาะสม น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล จะประกอบไปด้วยเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า มาเธอร์ (Mother) เห็นได้ชัดเมื่อยกขึ้นส่องกับแสง

    ... เส้นใยบางๆ ที่มีมาเธอร์อยู่ในแอปเปิ้ลไซเดอร์ คือส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุด และดีต่อระบบย่อยอาหารอย่างมาก การผ่านความร้อนจะทำลายมาเธอร์ที่มีอยู่ในน้ำส้มสายชูหมัก สิ่งนี้จึงทำให้น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลนี้แตกต่างจากน้ำส้มสายชูทั่วไปใน ท้องตลาดที่ผ่านการกลั่นกรอง...

    ประโยชน์ ของน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยให้เซลล์มีความแข็งแรง และเป็นส่วนที่ช่วยให้เส้นเลือดแดงของมนุษย์มีความยืดหยุ่นได้ดี เบต้าแคโรทีน พบในแอปเปิ้ลไซเดอร์สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่าย ผลการวิจัยพบว่า การบริโภคอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค มะเร็ง กรดอะซิติก สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก กรดนี้สารมารถดึงไขมันออกจากเซลล์ไปใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไปได้ นอกจากนี้ยังมี ไฟเบอร์ ช่วยในการดึงคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี และวิตามินต่างๆ อาทิ ซี บี1 บี2 และ เอ

    ด้วยความเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อาทิ ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ฟู้ดแลนด์, โกลเด้น เพลซ และวิลล่า ซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นเอง จึงทำให้เป็นที่นิยมของผู้รักสุขภาพ สาวๆ ผู้รักสุขภาพความงามสามารถนำน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลมาใช้ได้สารพัด ประโยชน์ เช่น ผสมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำน้ำสลัด ปรุงอาหาร หรือ ใช้ทาผิวก็ได้ด้วย

    อีกหนึ่งสูตร น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ปั่น ซึ่งทำได้ง่ายมาก ส่วนผสมก็มีแอปเปิ้ลแดงหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย น้ำแอปเปิ้ล ? ถ้วย แอปเปิ้ลไซเดอร์วีนีก้า 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือสารให้ความหวาน 1 ซอง น้ำแข็งเล็กน้อย ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนละเอียด แก้วนี้อุดมไปด้วยโพแทสเซียม และไฟเบอร์

    สำหรับ สาวๆ และคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำคงจะตื่นตาตื่นใจไม่น้อยกับความเปลี่ยนแปลงรูป แบบใหม่ของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งง่ายและสะดวกในการเลือกรับประทานขึ้นด้วย

    ที่มา

    หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

    7 เคล็ดลับ กินแบบอินเทรนด์ กินแบบสุขภาพดี

    ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่ว โลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจ เพราการกินไม่ใช่แค่การสนองความต้องการหรือให้อิ่มท้องเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงผลที่มีต่อสุขภาพด้วย


    อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค

    ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน

    เคล็ดลับที่

    คือ ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
    เลือก อาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น
    เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ลดขนม ขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทาง โภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
    กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูง วัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
    ดื่มเครื่อง ดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
    ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนมขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อลดคอเลสเตอรอล
    “การกินเพื่อ สุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ” อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย


    --------------------------------------------------------------------------------
    ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

    ดื่มโกโก้วันละแก้วสุขภาพดี


    บีบีซีนิวส์ - ผลการศึกษาชิ้นใหม่พบว่านอกจาก ชา หรือไวน์แดง ที่รู้กันดีว่ามีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคได้หลายโรค รวมถึงยังป้องกันผลกระทบจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ "โกโก้" ที่มีคุณสมบัติมากกว่าเครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่ว่ามาเสียอีก
    นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่า โกโก้ร้อน 1 ถ้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเช่น ชา หรือ ไวน์แดง


    ทั้ง นี้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลายชิ้นได้เน้นถึงคุณสมบัติในการเสริมสร้างสุขภาพทีพบใน ชา ไวน์แดง และโกโก้ โดยมีงานวิจัยในจีน ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วพบว่า คนที่ดื่มน้ำชาเป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่ ดื่มกว่าครึ่งหนึ่ง

    ปีที่แล้ว นักวิจัยในฝรั่งเศสรายงานว่า ดื่มไวน์แดงวันละแก้ว อาจช่วยลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจ และในปี 1998 ได้มีการศึกษากับคนอเมริกันกว่า 8,000 คนพบว่าช็อกโกแลต ซึ่งผลิตมาจากโกโก้ นั้นอาจช่วยให้อายุยืนขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วย โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยกวาดล้างของเสียที่ผลิตจากร่างกาย โดยของเสียเหล่านั้นมีส่วนทำลายเซลล์ และก่อให้เกิดมะเร็งได้

    ในการ ศึกษาล่าสุดนี้ ดร. ชาง ยง ลี และคณะ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดสอบโดยวัดระดับสารต่อต้านอนุมูลอิสระใน ชา ไวน์แดง และโกโก้ พบว่าโกโก้ถ้วยหนึ่งนั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด โดยมีมากกว่า ไวน์แดง 1 แก้วถึง 2 เท่า มากกว่าชาเขียว 1 ถ้วยถึง 3 เท่า และมากกว่าชาดำถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

    แม้ว่าโกโก้จะถูกนำไปทำเป็น อาหารหลายอย่างรวมทั้ง ช็อกโกแลต แต่นักวิจัยเผยว่าทางที่ดีที่สุดที่จะได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างเต็มที่ ก็คือการดื่มโกโก้ โดยตรง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในช็อกโกแลต 1 แท่งอุดมไปด้วยไขมัน โดยช็อกโกแลตแท่ง ขนาด 40 กรัมนั้นมีไขมันมากถึง 8 กรัม ขณะที่โกโก้ร้อน 1 ถ้วยมีไขมันเพียงแค่ประมาณ 0.3 กรัมเท่านั้น

    " แม้เรารู้ว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้นดีต่อสุขภาพของเรามาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าในแต่ละวัน เราต้องการสารนี้กันจำนวนเท่าใด" ดร. ลี กล่าว "แต่กระนั้น โกโก้ร้อน ถ้วยหรือ สองถ้วย ก็ช่วยในด้านของความอร่อย ดื่มแล้วก็ทำให้รู้สึกอุ่น และช่วยเสริมสร้างสุขภาพจากสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ได้รับอีกด้วย"

    ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ


    ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

    ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 75% ของน้ำหนักตัว เราอาจจะอดอาหารได้เป็นเดือนๆ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้เกินกว่า 3-7 วัน การดื่มน้ำอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติ และมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การขับถ่ายของเสียก็ทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ใบหน้าชุ่มชื่น มีเลือดฝาด และไม่ปวดหลังหรือบั้นเอว เพราะสุขภาพไตแข็งแรง

    หลัก การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด สามารถทำง่ายๆในชีวิตประจำวัน โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือ น้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป ถ้าเป็นน้ำอุ่น ควรดื่มตอนเช้า เพื่อช่วยล้างลำไส้ให้สะอาด และช่วยการขับถ่ายของเสีย

    ใน แต่ละวัน เราควรดื่มน้ำทั้งหมด 10 แก้ว โดยตื่นนอนตอนเช้าดื่ม 1 แก้ว ตอนสายดื่มอีก 2 แก้ว ตอนบ่ายและตอนเย็นดื่มครั้งละ 3 แก้ว และก่อนเข้านอนดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายขึ้น นอกเหนือจากน้ำเปล่าแล้ว คุณๆสามารถดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่นๆได้ไม่จำกัด

    ข้อควรจำคือ ไม่ควรดื่มน้ำก่อนและหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ส่งผลให้การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในแต่ละมื้อไม่ควรรับประทานอาหารให้แน่นจนเกินไป ควรทานแค่อิ่มพอดี แล้วรับประทานผลไม้สดเพื่อล้างคอ ก่อนจะจิบน้ำตามนิดหน่อย รับรองสบายท้อง!! ส่วนการรับประทานอาหารพร้อมกับดื่มน้ำตลอดเวลา เป็นนิสัยที่ควรเลิก ทางที่ดีควรซดน้ำแกงกลั้วคอจะเวิร์กกว่า!!

    ที่มา

    หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17357


    เห็ด กินดีมีประโยชน์

    ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพแล้วละก็ จะต้องรวมเห็ดเป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ต้องเป็นเห็ดที่กินได้เท่านั้น เพราะหากใครขืนกินเห็ดมีพิษไปรับรองว่าดูไม่จืดแน่

    สำหรับเห็ดที่กินได้ทั่วไปนั้น จะเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล มีเกลือโซเดียมน้อยแต่มีแร่ธาตุสูง เช่น โปแตสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และซีลีเนียมซึ่งเป็นตัวสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังมีวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี ในเห็ดยังมีกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกาย ต้องการในปริมาณพอสมควร และมีกรดอะมิโนกลูตามิกที่ช่วยให้เจริญอาหารอยู่ด้วย จึงทำให้ประสาทรับรู้รสอาหารทำงานได้ดี นอกจากนั้นยังถือว่าเห็ดเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่มีรส หวาน ซึ่งจะช่วยทำให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลียได้อีกด้วย

    ?108 เคล็ดกิน? จึงนำคุณค่าในเห็ดชนิดต่างๆ มาฝากกัน เริ่มจากเห็ดหอม ซึ่งถือได้ว่าเป็นเห็ดอายุวัฒนะเลยทีเดียว เพราะให้โปรตีนสูง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ในเห็ดหอมมีกรดอะมิโนอยู่ถึง 21 ชนิด และชนิดที่พบมากที่สุดคือกรดกลูตามิค มีวิตามินบี1 บี2 สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูงช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับไต นอกจากนี้ยังมีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จึงช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น มะเร็ง เอดส์ ภูมิแพ้บางชนิด

    นอกจากเห็ดหอมแล้ว เห็ดชนิดอื่นๆ ก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เช่น เห็ดหูหนู ช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงปอดและไต เห็ดฟาง ช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล เห็ดเข็มทอง ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง ส่วนเห็ดหลินจือนั้น ประเทศญี่ปุ่นใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็ง และโรคผู้สูงอายุ เช่นโรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง

    ที่มา : ผุ้จัดการ

    แนวทางอาหารเพื่อสุขภาพ



    เรื่อง อาหารการกินจะว่าไปเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ก็ว่าได้ เพราะที่เราทนลำบากตรากตรำนั้น ก็เพื่อหาเงินมาสนองความต้องการพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการกิน แต่ใช่ว่า พอมีเงินมากขึ้น จะกินสิ่งดีๆเพื่อสุขภาพมากขึ้น แต่กลับเปล่า เรามาดูสิว่าแนวทางอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งผมเอาแนวทางนี้มาจาก United Sates Department of Agriculture (USDA) จะเป็นอย่างไรกันบ้าง

    (1) กินอาหารให้หลากหลาย - เพื่อให้ครบหมู่นั้นแหละท่าน

    (2) รักษาสมดุลระหว่างอาหารที่เรากินเข้าไปกับกิจกรรมของร่างกาย - หมายถึงว่าไม่ใช่แต่จะกิน แล้วไม่ยอมออกกำลังกาย ไม่งั้นอ้วนแน่ๆ อันอาจเป็นที่มาของโรค ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และเบาหวาน

    (3) ทานอาหารที่เป็นพวกธัญพืช ผลไม้ และผัก ซึ่งมันจะเต็มไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และ คอมเพล็กซ์ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งสามารถช่วยให้คุณลดการทานไขมันลง

    (4) ทานไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอล เพื่อลดปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ มะเร็ง และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

    (5) ทานน้ำตาลน้อยๆ อาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาลจะมีแคลอรีสูงมาก แต่จะมีคุณค่าโภชนาการต่ำ นอกจากนี้ทำให้ฟันเราไม่ดีด้วย

    (6) ทานอาหารที่ไม่เค็มจัด เพราะเดี่ยวคุณจะเค็มซะเอง เฮ้ย กลัวคุณจะเป็นความดันโลหิตสูงนะ

    (7) ถ้าเป็นนักดื่ม ก็กรุณาดื่มแต่น้อยๆเถอะ แอลกอฮอล์มีแคลอรีสูงมาก แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

    ขอบคุณข้อมูล จาก siamfitness

    Why Lose Weight?

    Why Lose Weight?

    The main reason to lose weight is for health, not appearance.

    • Nearly 112,000 deaths per year may be attributable to obesity.
    • The risk of death rises with increasing weight.
    • Even moderate weight excess (10 to 20 pounds for a person of average height) increases the risk of death, particularly among adults ages 30 to 64.
    • People who are obese (defined as having a body mass index [BMI] greater than 30) have a higher risk of excess death (they are more likely to die) from all causes, compared to people at a healthy weight.

    Obesity is now recognized as a major risk factor for coronary heart disease, which can lead to heart attack. Some reasons for this higher risk are known, but others are not. For example:

    • The incidence of heart disease is higher in persons who are overweight or obese (BMI greater than 25).
    • High blood pressure is more common in adults who are obese than in those who are at a healthy weight.
    • Obesity is associated with elevated triglycerides (blood fat) and decreased HDL cholesterol ("good") cholesterol.
    • Even when there are no adverse effects on the known risk factors, obesity by itself increases the risk of heart disease.

    The consequences of weight gain are serious for other health issues as well.

    • A weight gain of 11 to 18 pounds increases a person's risk of developing type 2 diabetes to twice that of people who have not gained weight.
    • Over 80 percent of people with diabetes are overweight or obese.
    • Overweight and obesity are associated with an increased risk for some types of cancer including endometrial (cancer of the lining of the uterus), colon, gall bladder, prostate, kidney and postmenopausal breast cancer.
    • Women gaining more than 20 pounds from age 18 to midlife double their risk of postmenopausal breast cancer, compared to women whose weight remains stable.
    • Sleep apnea (interrupted breathing while sleeping) is more common in obese persons.
    • Obesity is associated with a higher prevalence of asthma.
    • For every 2-pound increase in weight, the risk of developing arthritis increases by 9 to 13 percent.
    • Symptoms of arthritis can improve with weight loss.

    Managing Your Weight

    Managing Your Weight
    How Do You Maintain Weight Loss? Once you’ve lost weight, the next step is to keep it off. Learn what to expect and get tips for success.

    How Do You Maintain Weight Loss?
    Get your head working and the middle will take care of itself!
    The key to losing weight and keeping it off is to understand what really motivates you. Once you’ve felt the initial excitement of losing the first few pounds, you must find a way to turn that enthusiasm into the willpower to stick with your eating plan. You will encounter both ups and downs as you learn to maintain your weight. To help you through the downs, you need coping strategies. Think about what you really want to achieve. That desire will help you turn your eating and exercise strategies into a lifestyle that leads to lifelong weight control.


    Ask Questions.
    What gives you the strength to resist temptation? Can you form new habits that you can live with forever? What are the rewards of weight loss for you? How much do you want those rewards?

    Get Real.
    Losing 1 to 2 pounds a week is a realistic goal. Don’t burden yourself with unrealistic expectations. Talk with your healthcare professional to determine a healthy goal weight.


    Stay Balanced.
    To maintain your weight, you must balance your intake of calories with the energy you burn. Just the difference of one 12-ounce soda (150 calories) versus at least 30 minutes of brisk walking on most days can add or subtract about 10 pounds to your weight each year!


    Step Up to the Challenge. Strap on a pedometer and find out how many steps you take each day. Gradually add just 250 steps per day averaged out over the week. That will give you a good start on a healthy routine of physical activity. Most sedentary adults take only 2,500 to 3,500 steps a day. Aim to add between 4,000 to 6,000 to whatever you are doing now, for a total of 10,000 or more each day. The more steps you take, the better.

    Shop Smart. Start your food control at the grocery store. Shop on a full stomach, use a list, read the labels on every food you buy, and skip any food that is not part of your chosen eating plan.

    Take Notes. As you plan your eating and activity strategies, keep records. What types of foods are you eating? How do the calories add up? How much are you moving? As you lose weight, record what works for you and what doesn't. Review your notes so you can change strategies if needed.

    Weigh Less. Don’t get on the scales every day. Once a week is fine. Try measuring inches lost instead of pounds.

    Plan Ahead. Plan your meals, plan for ups and downs, plan for holidays and plan to feel great when you’ve made health a daily habit. If you can do what’s right 75 percent of the time, you’re going to succeed in the long run!

    What About Fad Diets?
    As fad diets come and go, the weight goes up and down.

    When bathing suit season approaches, there’s always a diet that promises you’ll be thinner in six weeks. The appeal of these diets comes from the hope that we can be slim and trim with as little effort as possible. Most fad diets work in the beginning, usually because the suggested eating regimens help you cut calories in one way or another. But diets that restrict certain food groups or promise unrealistic results are difficult – or unhealthy – to sustain over time. As soon as you go back to your usual eating patterns, the weight comes piling back on. This creates the yo-yo effect of losing and regaining weight.
    There is no magic bullet.

    No matter which hook a fad diet is using, it isn’t reasonable to expect miraculous weight loss that will last. The trick is to find an everyday eating plan that not only keeps the pounds off but also provides the right balance of calories and nutrition – and that combination requires a lifestyle change.

    While most fad diets result in quick weight loss early on, more research is needed on the effectiveness for long-term weight loss. If followed for a long time, these diets may result in potential health problems. To lose weight safely and effectively, you should eat an appropriate number of calories from a balanced diet rich in fresh fruits and vegetables, whole grains, and fat-free dairy products. Also cut back on the nutrient-poor foods, and be physically active.


    You’ll know it’s a fad diet if it:

    • Promises magic or miracle foods that burn fat.
    • Requires you to eat unusual quantities of only one food or food type.
    • Requires rigid menus of a limited selection of foods to be eaten at a specific time and day.
    • Requires you to eat specific food combinations in certain sequences or combinations.
    • Promises rapid weight loss of more than two pounds a week.
    • Has no warning for those with diabetes or high blood pressure to seek medical advice before starting the diet.
    • Does not include increased physical activity as part of the plan.

    วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

    Healthy Lifestyle

    Better lifestyle habits can help you reduce your risk for heart attack. Learn what you can do to help prevent heart disease and stroke.

    You Are What You Eat
    Better food habits can help you reduce your risk for heart attack. A healthful eating plan means choosing the right foods to eat and preparing foods in a healthy way.


    Diet & Nutrition
    Face the Fats
    Many Americans are confused about fats. Take our crash ‘Fats 101’ course on fats and test your fats IQ on our interactive quiz. Use the ‘My Fats Translator’ calculator to get calorie and fats recommendations just for you. Learn how you can live fat-sensibly when eating out or cooking at home and boost your recipe collection with some heart-healthy favorites. Be sure to Meet the Fats – the Bad Fats Brothers, Sat and Trans, and the Better Fats Sisters, Mon and Poly.


    American Heart Association No-Fad Diet
    Are you fed up with fads and want a diet that can provide a lifetime of effective weight control? If so, the No-Fad Diet is the book for you! Lose weight and feel great without taking chances with your health! Learn how to Think Smart, Eat Well, and Move More to stay on track for a lifetime of successful—and safe—personalized weight control.


    Delicious Decisions
    Delicious Decisions will show you just how much "delicious" and "nutritious" can have in common. Use our Recipe Quick Find to locate dozens of heart-healthy recipes you can make today.

    Nutrition Facts
    Better food habits can help you be healthier. The American Heart Association recommends that you eat a wide variety of foods daily from all of the basic food groups.

    Diet and Lifestyle Recommendations
    Here you'll find the latest advice from medical and nutrition experts on the best ways to pattern your diet and lifestyle for long-term benefits for your heart and your health.

    Heart-Healthy Grocery Shopping Made Simple
    Today is a great day to take a step toward healthier eating. Look for foods bearing the American Heart Association's heart-check mark in the grocery store to quickly and easily spot heart-healthy foods low in saturated fat and cholesterol.